ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 41.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 41.5 ในเดือนกรกฎาคม 2569 และเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้น แม้ภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนี พบว่า ดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 36.0 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 47.5 เพิ่มขึ้นจาก 47.1 ในเดือนก่อนหน้า และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามากขึ้น
สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นในเดือนสิงหาคม มาจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี รวมถึงการส่งออกไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 21.64 และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง อยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรและกำลังซื้อในระดับพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ยังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าชายแดน ขณะที่ภาคธุรกิจยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างช้า ๆ ภาระค่าครองชีพ และระดับรายได้ที่ยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์โลก ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินของประชาชนและผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนสร้างความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มเห็นความหวัง” โดยเฉพาะการลงทุนและการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะต่อไป ขณะที่ตลาดแรงงานมีโอกาสกลับมาปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 2.4 โดยไตรมาสแรกขยายตัวร้อยละ 2.8 และไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ขณะที่หลายสำนักประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปีอยู่ในกรอบร้อยละ 2.2–2.5 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมองว่า หากปัจจัยบวกยังสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวแตะร้อยละ 2.5 หรือสูงกว่า จากค่ากลางที่ประเมินไว้ใกล้เคียงร้อยละ 2.3 ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเตรียมประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2569
นายธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลังโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” สิ้นสุดลง รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะมีส่วนช่วยประคองแรงส่งของเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อเนื่องได้
ทั้งนี้ สัญญาณจากดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาคผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัว และมีแนวโน้มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งและทิศทางราคาน้ำมัน ผลการเจรจา ART กับสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งล้วนมีผลต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- แนวทางบริหารจัดการน้ำและการวางแผนรับมืออุทกภัย พร้อมระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติให้กับประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า
- การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุกและจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
- บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน และหนี้สินภาคครัวเรือนเพื่อแก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง
- การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมและการตรวจมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด
- การดูแลรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน





















