หอการค้าไทยร่วมคณะรองนายกฯ สีหศักดิ์ เยือนรัสเซีย ผลักดัน FTA ไทย–EAEU พร้อมเสนอ Roadmap เปิดตลาด ดันการค้าเพิ่ม 5,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสการเยือนของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ
ระหว่างการเยือน คณะภาคเอกชนไทยได้พบหารือกับองค์กรเศรษฐกิจและนักธุรกิจรัสเซียจากหลายหน่วยงาน อาทิ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงโอกาสการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงาน Russian–Thai Investment Forum 2026 ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะเชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับคณะนักธุรกิจจากรัสเซียอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ดร.พจน์ และ ดร.ชนินทร์ ได้เข้าร่วมการประชุม Joint Russian–Thai Commission on Bilateral Cooperation โดย ดร.พจน์ได้กล่าวในนามภาคเอกชนไทยถึงแนวทางยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียให้มีความสมดุลและเกื้อกูลกันมากขึ้น
ดร.พจน์ กล่าวว่า ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน ทั้งในระดับประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจการค้า โดยปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าแล้วประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าตลอดทั้งปีอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก
ในระยะยาว ภาคเอกชนไทยเห็นว่าควรเร่งผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย หรือ Thai–EAEU FTA เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก EAEU ได้แก่ รัสเซีย อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน
“รัสเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสำคัญของไทย แต่ยังเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ตลาดสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียที่มีประชากรรวมกว่า 185 ล้านคน หากไทยสามารถผลักดัน Thai–EAEU FTA ให้เกิดขึ้นได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเข้าถึงตลาดใหม่ ขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกด้านวัตถุดิบ พลังงาน ปุ๋ย และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อภาคการผลิตของไทย” ดร.พจน์ กล่าว
สำหรับความร่วมมือด้านสินค้า ภาคเอกชนไทยเห็นว่าควรอยู่บนพื้นฐานของ Reciprocity และ Mutual Benefit คือเปิดตลาดให้กันและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล โดยประเทศไทยมีความต้องการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียชนิดเม็ดประมาณ 1–2 ล้านตันต่อปี เพื่อเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตและช่วยลดภาระของเกษตรกรไทย ขณะที่ฝ่ายรัสเซียแสดงความพร้อมในการจัดส่งและสนับสนุนการทำสัญญาระยะยาว ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ในขณะเดียวกัน ไทยมีสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงที่มีศักยภาพในตลาดรัสเซีย โดยเฉพาะทูน่ากระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนรัสเซียมีสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดไทย อาทิ ปุ๋ย แป้งสาลี ปูจักรพรรดิ น้ำมันดอกทานตะวัน รวมถึงเนื้อโคและสินค้าประมงคุณภาพสูง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการขึ้นทะเบียนและการอนุญาตนำเข้า โดยมีโรงงานทูน่าไทยแห่งใหม่อีก 36 แห่งที่รอการพิจารณาขึ้นทะเบียน หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวได้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยได้ ขณะที่กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันมีโรงงานไทยเพียง 2 แห่งที่สามารถส่งออกไปยังรัสเซียได้ และยังมีอีก 22 แห่งที่รอการพิจารณา
ภาคเอกชนไทยจึงเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำ Roadmap ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสองระดับ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน เร่งแก้ไขอุปสรรคและการขึ้นทะเบียนสินค้าระหว่างกันเป็นรายผลิตภัณฑ์ และระยะยาว สนับสนุนให้ไทยกับ EAEU เร่งเดินหน้ากระบวนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี เพื่อสร้างกลไกการเปิดตลาดที่ชัดเจนและยั่งยืน
สำหรับมาตรการระยะเร่งด่วน ฝ่ายไทยควรเร่งกระบวนการตรวจรับรองโรงงานแปรรูปเนื้อวัวของรัสเซีย พร้อมขยายความร่วมมือด้านการนำเข้าปุ๋ยและสินค้าเกษตรที่รัสเซียมีศักยภาพ ขณะเดียวกัน ขอให้ฝ่ายรัสเซียเร่งพิจารณาขึ้นทะเบียนโรงงานทูน่าและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เพื่อให้การเปิดตลาดเกิดประโยชน์อย่างสมดุลแก่ทั้งสองฝ่าย
“หากทั้งสองฝ่ายสามารถผลักดันเรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ เชื่อว่าเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ไทยและรัสเซียมีศักยภาพที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งจะสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” ดร.พจน์ กล่าว
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายควรยกระดับความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริการและผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเดินทางระหว่างกันให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ไทยซื้อสินค้าที่รัสเซียมีศักยภาพ รัสเซียเปิดตลาดให้สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ และทั้งสองฝ่ายร่วมกันผลักดัน Thai–EAEU FTA ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย จากมิตรภาพที่ยาวนานไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน”






























