ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 41.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1 จุด จากระดับ 41.4 ในเดือนมิถุนายน 2569 แม้ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 35 เดือน สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงมีความระมัดระวังต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยดัชนีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่ออนาคตอยู่ที่ระดับ 47.1

ภาพรวมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังถูกกดดันจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังเปราะบางจากรายได้ที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่สามารถสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังในการลงทุน การจ้างงาน และการบริหารสภาพคล่อง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น คือ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ และเพิ่มแรงกดดันต่อสภาพคล่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติ โดยเฉพาะสินค้าราคาต่ำที่เข้ามาแข่งขันในตลาดภายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและภาคการผลิตบางประเภท รวมถึงธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร และอาจกระทบต่อยอดขายและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ยังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าชายแดนในบางพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” การส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี การลงทุนภาคเอกชน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศปรับลดลงจากเดือนก่อน และสินค้าเกษตรบางชนิดเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งช่วยสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรและกำลังซื้อในบางพื้นที่
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองอย่างระมัดระวัง โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่าสถานการณ์ในหลายภาคส่วนยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งเศรษฐกิจโดยรวม การบริโภค การลงทุน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม การค้า การค้าชายแดน และการจ้างงาน ขณะที่ภาคบริการเป็นกลุ่มที่มีมุมมองเชิงบวกมากกว่าภาคส่วนอื่น สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างแรงส่งให้การฟื้นตัวมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปี

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจรายภูมิภาค พบว่า ภาวะเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ยังแตกต่างกันตามโครงสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ และมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในหลายภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยกดดันหลักที่พบร่วมกัน ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง สภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ภาระหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ นอกจากนี้ บางพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้าราคาต่ำ ความตึงเครียดบริเวณชายแดน ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ตลอดจนสภาพอากาศที่กระทบต่อภาคการผลิตและรายได้ของเกษตรกร
จากปัจจัยดังกล่าว ภาคธุรกิจไทยยังคงมีความเปราะบางทั้งในด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความสามารถในการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการลดภาระต้นทุน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน แก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
- สร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือให้ความรู้และการเข้าถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
- ยกระดับศักยภาพและการรับมือความเสี่ยงภาคการเกษตรเพื่อต่อยอดปัจจัยหนุนด้านผลผลิตและสภาพอากาศ โดยบริหารจัดการน้ำ และวางมาตรการรับมือภัยธรรมชาติเพื่อลดความเสียหายแก่เกษตรกร
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุกและจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปีและการขยายตัวของอุตสาหกรรม
- การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร
- เร่งรัดการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดนักลงทุน เสริมสร้างความเชื่อมั่น และสร้างการจ้างงานอย่างยั่งยืน
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
























