ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่” ประจำปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,432 คนทั่วประเทศ สำรวจระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2569 พบว่า บรรยากาศการใช้จ่ายในช่วงวันแม่ปีนี้ยังคงมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดประมาณ 11,139.54 ล้านบาท หรือราว 1.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน และถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้เงินสะพัดโดยรวมจะขยายตัว แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคยังสะท้อนความระมัดระวังในการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพ ภาวะเศรษฐกิจ และภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน โดย 54.3% ระบุว่าจะใช้งบประมาณในช่วงวันแม่ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ 23.0% วางแผนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และ 22.7% เตรียมลดค่าใช้จ่ายลง
สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เหตุผลหลักมาจากการมองว่า วันแม่เป็นวันพิเศษ 53.1% รองลงมาคือ ราคาสินค้าและของขวัญสูงขึ้น 13.8% และรายได้เพิ่มขึ้น 11.9% ขณะที่กลุ่มที่วางแผนลดค่าใช้จ่ายให้เหตุผลสำคัญจาก ค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 30.0% ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจไม่ดี 20.5% และต้องการประหยัด 17.6%
ค่าครองชีพกดดันแผนใช้จ่าย ผู้บริโภคเลือก “ลดเที่ยว–ลดของขวัญ”
ผลสำรวจยังพบว่า ราคาสินค้าและบริการในปัจจุบันมีผลต่อแผนการใช้จ่ายวันแม่ของประชาชนค่อนข้างมาก โดยรวม 78.9% ระบุว่าระดับราคามีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงมาก ขณะที่ 21.1% ระบุว่าไม่มีผล
เมื่อจำเป็นต้องปรับแผนการใช้เงิน ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือก งดการเดินทางท่องเที่ยว 69.6% รองลงมาคือ ลดงบประมาณซื้อของขวัญ 34.0% และเลือกร้านอาหารที่มีราคาถูกลง 31.6% สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชาชนยังต้องการทำกิจกรรมร่วมกับแม่ แต่จะเลือกใช้จ่ายให้เหมาะสมกับกำลังซื้อและภาระค่าใช้จ่ายที่มีอยู่มากขึ้น
“พาแม่ไปทานข้าว” ยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมอันดับ 1
สำหรับกิจกรรมที่ประชาชนวางแผนทำในช่วงวันแม่ปีนี้ การพาแม่ไปรับประทานอาหารยังครองอันดับ 1 ที่ 52.1% รองลงมาคือ พาแม่ไปทำบุญ 36.6% และพาแม่ไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกบ้าน 33.1% ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ย พบว่า การพาแม่ไปรับประทานอาหารมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,374.89 บาท การพาแม่ไปทำบุญเฉลี่ย 1,315.03 บาท และการทำกิจกรรมนอกบ้านเฉลี่ย 1,669.80 บาท ขณะที่การพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบค้างคืนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดที่ 12,311.32 บาท ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันแม่ปีนี้มีแนวโน้มลดลง โดยมีเพียง 9.4% ที่วางแผนพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด เทียบกับ 21.8% ในปี 2568 ส่วนใหญ่เลือกเดินทางแบบเช้าไป–เย็นกลับ และหากพักค้างคืนจะใช้เวลาประมาณ 1–2 วัน
ไม่ซื้อของขวัญเพิ่มขึ้น แต่ช่องทางออนไลน์เติบโตชัดเจน
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ การเลือกซื้อของขวัญวันแม่ โดยปี 2569 มีผู้ระบุว่า ไม่ซื้อของขวัญเลย 40.9% เพิ่มขึ้นจาก 29.0% ในปีก่อน สะท้อนถึงการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและการบริหารงบประมาณอย่างระมัดระวังมากขึ้น ในทางกลับกัน ช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสัดส่วนผู้ซื้อของขวัญผ่าน ออนไลน์เพิ่มจาก 4.3% ในปี 2568 เป็น 20.7% ในปี 2569 ขณะที่ผู้ที่ซื้อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อยู่ที่ 20.0% และซื้อจากร้านค้าออฟไลน์ 18.4%
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของขวัญในปีนี้คือ โปรโมชั่น 45.3% ตามด้วยคุณภาพสินค้า 36.7% ราคาสินค้าถูกกว่า 30.4% ความน่าเชื่อถือ 28.4% และการมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย 23.5% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังพร้อมจับจ่าย แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น
ของขวัญยอดนิยม เน้นของใช้จริงและการดูแลสุขภาพ
สำหรับประเภทของขวัญที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ พวงมาลัยหรือดอกไม้ 68.1% ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วิตามิน หรือยารักษาโรค 65.0% เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า 63.7% สลากกินแบ่งรัฐบาล 63.5% และการให้เงินสดหรือทอง 60.4% ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ผู้ที่เลือกให้เงินสดใช้จ่ายเฉลี่ย 3,966.44 บาท พวงมาลัยหรือดอกไม้เฉลี่ย 287.92 บาท ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายเฉลี่ย 1,846.91 บาท เครื่องนุ่งห่มและรองเท้าเฉลี่ย 1,936.36 บาท ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 9,605.88 บาท
วันแม่ยังมีความหมาย แต่การใช้จ่ายอยู่บนพื้นฐานของความคุ้มค่า
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า วันแม่ยังคงเป็นวันสำคัญสำหรับคนไทย โดย 40.7% ให้ความสำคัญกับวันแม่ในระดับ “มาก” และ 15.9% ให้ความสำคัญในระดับ “มากที่สุด” เมื่อถามถึงค่านิยมที่กิจกรรมวันแม่สะท้อนออกมา ประชาชนมองว่า ความรักและความผูกพันในครอบครัว 48.1% เป็นประเด็นสำคัญที่สุด รองลงมาคือ ความกตัญญูกตเวที 46.7% แสดงให้เห็นว่า แม้รูปแบบการใช้จ่ายและการทำกิจกรรมจะปรับเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ความหมายของวันแม่ในมิติของความสัมพันธ์ในครอบครัวยังคงมีความสำคัญ
โดยภาพรวม วันแม่ปี 2569 คาดว่าจะสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.11 หมื่นล้านบาท แม้จะขยายตัวเพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคสะท้อนการใช้จ่ายที่รอบคอบมากขึ้น ทั้งการคุมงบ ลดการเดินทาง เลือกซื้อของขวัญที่ใช้งานได้จริง และให้ความสำคัญกับโปรโมชั่นและความคุ้มค่า ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนกำลังซื้อของครัวเรือนไทยภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงได้อย่างชัดเจน
























