กกร.ปรับประมาณการ GDP โต 2.4–2.6% ส่งออกขยายตัว 18–22% ชูลงทุนใหม่ เร่งกระจายโอกาสสู่ธุรกิจไทย

กกร. - 4 พ.ย. 2569

กกร. ปรับ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.4–2.6% ส่งออกโต 18–22% หลัง MPI ใหม่สะท้อนภาคผลิตฟื้น พร้อมจับตา K-shape หนุน BEV–REEV และจัดการกากอุตสาหกรรม

News Cover
News Cover

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดย กกร.ได้จัดประชุมคณะกรรมการประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วมในการประชุม

Infographic details Thailand's GDP growth forecast of 2.4-2.6% with economic projections.

การประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งจบไป เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Connector เชื่อมต่อการลงทุนระลอกใหม่ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ทั้งคลื่นลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์โลก ตลอดจนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อผลักดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวสูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 USD/bbl ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผ่านสู่ภาระค่าครองชีพและกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ก่อกระแสลุกลามเป็นการชุมนุมประท้วงในหลายประเทศของยุโรป ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อภาวะฟองสบู่ในกลุ่ม AI ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่เติบโต โดยดัชนี MPI  ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 เติบโต 2.6% ต่างจากดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 18.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ FDI ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่มีการเติบโตสูงในปีนี้ โดยดัชนี MPI ใหม่ช่วยให้ข้อมูลภาคการผลิตสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัลของโลกที่ขับเคลื่อนการส่งออกและเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คาดว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ทำให้ประมาณการจีดีพีปี 69 ปรับขึ้นเป็น 2.4%–2.6% จากเดิม 2.1%–2.5% 

อย่างไรก็ดี กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้น สะท้อนจากดัชนี MPI ใหม่ที่กลุ่ม K ขาบนกระจุกตัวจากกระแส AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงราว 60% จึงส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่าง ต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายผลจาก K ขาบน ให้เป็น“ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ supply chain ไทย รวมถึงการยกระดับกลุ่ม K ขาล่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงได้มากขึ้น

Comparison of old and new Manufacturing Production Index (MPI) data showing K-shape trend.

นอกจากนี้ กกร. ปรับประมาณการส่งออกปี 69 เป็นเติบโต 18.0-22.0% จากเดิม 12.0-16.0% และปรับประมาณการเงินเฟ้อปี 69 เป็น 2.1-2.5% จากเดิม 2.5-3.0%

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

%YoY

ปี 2568

ปี 2569
(ณ ก.ย. – ต.ค. 69)

ปี 2569
(ณ พ.ย. 69)

GDP

2.4

2.1 ถึง 2.5

2.4 ถึง 2.6

ส่งออก

12.9

12.0 ถึง 16.0

18.0 ถึง 22.0

เงินเฟ้อ

-0.1

2.5 ถึง 3.0

2.1 ถึง 2.5

ที่มา: สศช. พณ. และประมาณการโดย กกร.

กกร. สนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ขึ้นเป็น 35% ซึ่งถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ มาตรการนี้จะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตไดไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศให้กลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (E-Parts/CAV) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตั้งฐานผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) จากพันธมิตรระดับโลกจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับสากล

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อปัญหากากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเข้าควบคุม ตรวจสอบกากอุตสาหกรรมนำเข้าและปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า “ภาคเอกชนไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย”  ทั้งนี้ กกร. จะมีการประชุมหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ  มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในระยะยาว
 

แท็ก:#กกร.#เศรษฐกิจ

ข่าวสารล่าสุด

ดูทั้งหมด

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง

สิทธิประโยชน์

ดูเพิ่มเติม
PTT
Prima
VietJetThailand
Thai Post
FLASH EXPRESS
S&P
TRSC
Office Mate
barbqplaza

พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จทางธุรกิจไปกับเราหรือยัง?

สมัครสมาชิก