วันที่ 9 กันยายน 2569 คุณวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้รับมอบหมายจาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วม การประชุมคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 2/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีสาระสำคัญการประชุมฯ ดังนี้
ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการยกระดับภาคเกษตรและสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยมุ่งพัฒนาตลอดห่วงโซ่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การส่งเสริมพันธุ์และเทคโนโลยี การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการพัฒนาตลาดและช่องทางกระจายสินค้า เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ
ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้
1️⃣ การพัฒนาช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้าเกษตร
▪️ ด้านการกระจายสินค้าเกษตร โดยกรมการค้าภายในนำเสนอแนวทางกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภค ผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ตลาดสด 442 แห่งทั่วประเทศ ตลาดกลาง Modern Trade สถานีบริการน้ำมัน แหล่งชุมชน ที่พักอาศัย สถานที่ราชการ ท่าอากาศยาน ห้างสรรพสินค้า สายการบิน และช่องทาง Farm to Table รวมถึงการสนับสนุนกล่องผลไม้ขนาด 10 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค โดยที่ประชุมให้ความสำคัญกับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายสินค้าและรายจังหวัด พร้อมเชื่อมโยงข้อมูล Demand–Supply เพื่อคาดการณ์ปริมาณผลผลิตและวางแผนตลาดล่วงหน้า โดยประธานฯ ขอให้กรมการค้าภายในนำเสนอ Top 10 สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมผลักดันการใช้พื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นจุดจำหน่ายสินค้า เช่น นิคมอุตสาหกรรม สถานีบริการน้ำมัน และตลาดกลาง รวมถึงส่งเสริมการจัดทำ MOU ร่วมกับร้านค้าปลีกและหน่วยงานขนาดใหญ่ เพื่อให้การรับซื้อและกระจายสินค้าเกษตรเป็นระบบมากขึ้น
▪️ ด้านการพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าเกษตร โดยได้หารือการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และจุดกระจายสินค้า โดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมสนับสนุนพื้นที่และเครือข่ายขนส่ง อาทิ สถานีบริการน้ำมัน นิคมอุตสาหกรรม และไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยนำสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประธานฯ จะหารือกับไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมในเรื่อง บรรจุภัณฑ์และการสนับสนุนค่าขนส่ง เพื่อส่งเสริมแนวทาง Farm to Table เป็นต้น
▪️ ด้านการยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยการแปรรูปและสร้างมาตรฐานสินค้า โดยสถาบันอาหารได้นำเสนอ โครงการจัดประกวดยกระดับเกษตรแปรรูปไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย Food Tech สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตร และลด Food Waste รวมถึงเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาด
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ พร้อมทั้งมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ หารือรายละเอียดโครงการประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มเติมในกลุ่มย่อย เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม
2️⃣ การลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกทางการค้า
▪️ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการด้านการเกษตร ได้แก่ e-Phyto Certificate ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการออกใบรับรองเพื่อการส่งออก, TAS-License ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.), e-Movement และ e-Privilege Permit ของกรมปศุสัตว์ และ Fisheries Single Window (FSW) ของกรมประมง เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ซึ่งภาคเอกชนเสนอให้มีการ บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ระบบบริการภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3️⃣ ข้อเสนอของคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
▪️ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้นำเสนอข้อเสนอเร่งด่วนด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 5 ด้าน รวม 11 ข้อเสนอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย โดยประธานฯ มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ นำข้อเสนอไปประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบการวิเคราะห์ตลาดและโอกาสสินค้าไทยภายใต้มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิบัติตามกฎหมาย และการยืนยันแหล่งที่มาของสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสหภาพยุโรป พร้อมทั้ง รับทราบแนวคิดการพัฒนา SME ID เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ประกอบการ ทั้งด้านธุรกรรมและรายได้ สำหรับนำมาใช้วิเคราะห์ศักยภาพและออกแบบมาตรการส่งเสริมได้อย่างตรงจุด โดยในอนาคตมีแนวคิดต่อยอดไปสู่การพัฒนา Farmer ID เพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลเกษตรกรของประเทศอย่างเป็นระบบ เป็นต้น


























