(กรุงเทพฯ, 21 เมษายน 2569) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทย จัดประชุมหารือร่วมกับ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ สผผ. โดยมี นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นำคณะผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหารือแนวทางบูรณาการการมีส่วนร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนอย่างครอบคลุมแต่ละมิติ ณ ห้องประชุม 3201 อาคารบรรเจิด ชลวิจารณ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ดร.พจน์ฯ และคณะกรรมการ ได้นำเสนอบทบาทภารกิจการของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งการเป็นแกนกลางรวบรวมความคิดเห็น เสนอแนะนโยบาย และขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้ง ประสานและเจรจากับภาครัฐโดยเฉพาะในระดับนโยบาย ของประเทศ ตลอดจน ประสานกลไกความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมเผยกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนกิจกรรมประกอบด้วย 10 สายงาน 36 คณะกรรมการ และ 9 คณะทำงาน ภายใต้นโยบาย Unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
ด้าน นายทรงศักฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และอำนาจของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน(สผผ.) ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อาทิ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชน เสนอแนะปรับปรุงกฎหมายทุกระดับ /แนวปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้ง ส่งเสริม สนับสนุน และให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการให้มีประสิทธิภาพเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำ อำนวยความเป็นธรรม และลดภาระที่ไม่จำเป็น ตลอดจน เสนอแนะแนวทาง การปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบปฏิบัติให้มีความทันสมัย
นายทรงศักฯ เผยเพิ่มเติมว่า สผผ. ยังมุ่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับสู่การเป็นองค์กรมาตรฐานสากลในการแก้ไขความเดือดร้อน โดยเน้นการทำงานเชิงรุก และการตรวจสอบปัญหาเชิงระบบหรือเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบวงกว้างต่อสังคม อาทิ การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดสรรสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและ ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจน ขอบข่ายหน้าที่ในการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองพิจารณาในกรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือการกระทำใดอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
พร้อมนี้ คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้เสนอประเด็นสำคัญเพื่อบูรณาการความร่วมมือกับ สผผ.ประกอบด้วย
1.วาระแห่งชาติเร่งด่วน 6 ประการ อาทิ แผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีความชัดเจนและต่อเนื่องนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง การยกระดับภาคการเกษตร การปรับปรุงระบบบริการภาครัฐและราชการการเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตลอดจน การจัดทำแผนรองรับภัยพิบัติระดับชาติให้มีความพร้อม พร้อมทั้ง เผยมุมมองภาคเอกชนที่มุ่งหวังให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีเสถียรภาพ โปร่งใส และเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม
2.โครงการ Zero Corruption กกร.และเพื่อนไม่ทน: เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาด้านทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยให้ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม
3.แนวทางกำหนดการตรวจสอบย้อนหลัง (Post Audit) กรณีจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ: เพื่อให้การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสำคัญต่างๆของรัฐ มีความโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ
4.แนวทางเสริมสร้างกลไกกำกับติดตามการใช้บัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ: เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้สินค้านวัตกรรมของไทย และลดการพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย ในระยะยาว
5.การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายอย่างเป็นระบบ: เพื่อให้มีแนวทางจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย/กฎเกณฑ์ (RIA) อย่างมีขั้นตอน และ สามารถปรับลดกฎหมาย ที่ไม่จำเป็น
6.การกำหนด ระยะเวลามาตรฐานในงานบริการของภาครัฐ: เพิ่มความโปร่งใส ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม
7.การกำหนดมาตรฐานในตีความกฎหมายหรือกฎระเบียบของเจ้าหน้าที่รัฐ: เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เป็นแนวทางเดียวกัน เสริมสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส และความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของภาครัฐ
จากการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างรอบด้านในครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานเห็นชอบร่วมกันในการใช้กลไกความร่วมมือรูปแบบ ‘คณะทำงานร่วม’ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นต่างๆให้เกิดเป็นรูปธรรมและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน พร้อมทั้ง เพื่อเป็นกลไกในการประสานงานและต่อยอดความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในอนาคต เพื่อมุ่งสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ส่วนงานโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกธุรกิจ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย




























