กกร. และเพื่อน เผยผลสำรวจ วิกฤตคอร์รัปชันไทย จี้พรรคการเมืองเลิกนโยบายดีแต่พูด-หยุดรัฐมนตรีเทา

กกร. และเพื่อน เผยผลสำรวจ วิกฤตคอร์รัปชันไทย จี้พรรคการเมืองเลิกนโยบายดีแต่พูด-หยุดรัฐมนตรีเทา
TCC_7582.jpg
TCC_7586.jpg
TCC_7626.jpg
TCC_7672.jpg
TCC_7689.jpg
TCC_7740.jpg
TCC_7772.jpg
TCC_7658.jpg
TCC_7828.jpg

วันนี้ 15 มกราคม 2569  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย "เพื่อนไม่ทน" เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน  กล่าวว่า ตามที่ ภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน”นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว 

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะทำงานฯ จึงได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน  “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน โดยรณรงค์ "ไม่เลือกคนโกง" สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” และคณะทำงานฯ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของ พรรคการเมืองไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ซึ่งจะได้แถลงผลสำรวจฯ ในวันนี้ พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่าปัญหาคอร์รัปชันได้กลายเป็น "ต้นทุนเชิงโครงสร้าง" ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบรวมถึงทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและค้าทองคำ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและเศรษฐกิจมหภาคอย่างผิดปกติ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

ส.อ.ท. เห็นว่า คอร์รัปชันคือกดระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อนซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยพุ่งสูงกว่าประเทศคู่แข่งเกือบเท่าตัว ภาคเอกชนจึงไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติได้อีกต่อไป และพร้อมขับเคลื่อนแคมเปญ “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” เพื่ออุดรอยรั่วและซ่อมแซมโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนเครื่องจักรเก่า ให้กลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” ไปสู่ “ผู้เอื้ออำนวย” (Facilitator) โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Connect the Dots) และลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการร่วมกับภาคีเครือข่ายผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

คุณกอบศักดิ์  ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 
22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม

พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด "ดีแต่พูด" "รัฐมนตรีเทา" และ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ "รัฐมนตรีเทา" คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), "ดีแต่พูด" นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%)

"หัวหน้าพรรค" ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า "หัวหน้าพรรค" คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด

มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต

ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน

เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

และกล่าวปิดท้าย ว่า ในนามคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย "เพื่อนไม่ทน" ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชันอย่างชัดเจนและเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อปฏิบัติจริงและสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมาย Zero Corruption เพื่อสร้างประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

รศ.ดร. ธนวรรธน์  พลวิชัย  อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน  กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ  และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล  ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

คุณธิปไตร  แสละวงศ์  นักวิจัยอาวุโส TDRI  และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม "ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)" เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม

"ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้อง ทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน  ในพรรคปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง" คณะทำงานฯ กล่าวทิ้งท้าย
 

หมายเหตุ : เครือข่าย Zero Corruption: กกร. และ "เพื่อนไม่ทน" ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT), แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) 
หน่วยงานวิชาการ:  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 
หน่วยงานราชการ : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 
เครือข่ายเอกชน : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, สภาวิชาชีพบัญชีฯ, สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย, หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) รวมถึงสมาคมการค้าต่าง ๆ ทั้ง สมาคมตลาดสดไทย, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมภัตตาคารไทย, BTS, และ Central Retail

ข่าวอื่นๆ