หอการค้าไทยหารือพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน หนุนเศรษฐกิจโปร่งใส–ต้านคอร์รัปชัน

TCC_5975(1).jpg
TCC_6170.jpg
TCC_6015.jpg
TCC_6123.jpg
TCC_6289.jpg
TCC_6394(1).jpg

(กรุงเทพฯ, 12 มกราคม 2569) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ในโอกาสเข้าพบหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชนและสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยปี 2569 กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างการแข่งขัน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเร่งเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ภายในประเทศยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบบราชการ คุณภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยหอการค้าฯ เห็นว่า ความท้าทายหลักของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ใช่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ แต่คือความสามารถในการ “แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง” อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางประเทศ
ทั้งนี้ หอการค้าฯ ได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง 
2) การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 3) โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ 4) การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ 5) การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ
ในระดับชาติ และ 6) การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปฏิรูประบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว โดยพรรคได้เสนอ 7 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ คือ 1) การปฏิรูประบบราชการ ให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวย (Enabler) ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน 2) 
การจัดการสินทรัพย์ภาครัฐอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด 3) ปฏิรูปภาคการเกษตร โดยยกระดับการผลิต เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร 4) เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฐานใหม่ของการเติบโต 5) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน 6) การเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 7) การเมืองที่สุจริต โปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน และสกัดทุนเทาอย่างจริงจัง 

 

ในโอกาสนี้ หอการค้าไทยได้เชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเวที “เสวนา Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 ณ ห้องไทรทอง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, “งานแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องราชเทวี 1 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ และ “เสวนานโยบายพรรคการเมือง โค้งสุดท้าย กำหนดอนาคตประเทศไทย” ในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศต่อภาคเอกชนและสาธารณชน อันจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

 

เรียบเรียงและจัดทำโดย: ฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์และการตลาด หอการค้าไทย

ข่าวอื่นๆ