เครือข่ายกกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 12 มกราคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างรวม 4,814 ตัวอย่างทั่วประเทศ แบ่งเป็นประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคและหลากหลายกลุ่มอาชีพ ทำให้ผลที่ได้สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในภาพรวม สะท้อนภาพความคาดหวังที่ชัดเจนของสังคมไทยต่อการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยประชาชนและภาคธุรกิจต่างเห็นตรงกันว่า “การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง” ไม่ใช่เพียงวาทกรรมหาเสียง แต่ต้องเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง ตรวจสอบได้ และสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมต่อประเทศ

การเลือกตั้ง 2569 กับความคาดหวังที่มากกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล
ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่าจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยร้อยละ 92 ยืนยันว่าจะไปเลือกตั้ง และอีกร้อยละ 6 ยังไม่แน่ใจ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 2 ที่ระบุว่าจะไม่ไปเลือกตั้ง สะท้อนระดับความตื่นตัวทางการเมืองที่สูงกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ในเชิงความหมายของการเลือกตั้ง ประชาชนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นทั้งโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น (28.1%) เป็น หน้าที่ของพลเมือง (28.4%) และเป็น กลไกตรวจสอบนักการเมืองที่ทำงานไม่ตอบโจทย์สาธารณะ (19.3%) โดยความคาดหวังสูงสุดของประชาชน ได้แก่ การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน (11.3%) ตามด้วย รัฐบาลที่บริหารงานด้วยความโปร่งใส (10.6%) และ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ (10.3%)
ขณะที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญสูงสุดกับ “นโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงการหาเสียง” (22.3%) รองลงมาคือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ (10.7%) และการทำงานอย่างเป็นอิสระขององค์กรอิสระ (8.0%) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนความต้องการเสถียรภาพ ความเชื่อมั่น และกติกาที่เป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
คอร์รัปชันยังเป็นปัญหาเร่งด่วนอันดับต้นของประเทศ
ผลการสำรวจสะท้อนภาพตรงกันอย่างชัดเจนว่า “คอร์รัปชัน” ได้กลายเป็นวิกฤตระดับชาติที่ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป โดยประชาชนร้อยละ 77 และภาคธุรกิจสูงถึงร้อยละ 97 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีความรุนแรง ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของประชาชน และกว่าหนึ่งในห้าของภาคธุรกิจ ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนลำดับต้นของประเทศ รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ซึ่งในมุมมองภาคธุรกิจ ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์หรือจริยธรรม แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันและความมั่นคงของประเทศ กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 71 มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศ ขณะที่ร้อยละ 38 ระบุว่าคอร์รัปชันทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนความเบื่อหน่ายของสังคมต่อพฤติกรรมทางการเมืองที่ขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุจริต โดยพฤติกรรมที่ถูกมองในแง่ลบมากที่สุด ได้แก่ การปล่อยให้บุคคลที่มีมลทินทางจริยธรรมยังคงอยู่ในตำแหน่งอำนาจ การเสนอนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันเพียงเพื่อใช้หาเสียงโดยไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มหรือเครือข่ายใกล้ชิด
ท่าทีต่อการซื้อเสียง
แม้ประชาชนร้อยละ 69 ระบุว่าจะไม่รับเงินหากมีการซื้อเสียง แต่ยังมีถึง 18% ที่ยอมรับว่าจะรับ และอีกร้อยละ 13 ยังไม่แน่ใจ สะท้อนว่าปัญหาการซื้อเสียงยังไม่หมดไป โดยผลสำรวจชี้ว่าราคาซื้อเสียงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 985 บาทต่อคน และสูงสุดในบางพื้นที่ถึง 7,500 บาทต่อคน
นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งจริง
ประชาชนและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ “นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน” ในการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ โดยร้อยละ 88 ของภาคธุรกิจ และร้อยละ 70 ของประชาชน ระบุว่านโยบายด้านนี้มีผลต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง และกว่าหนึ่งในสามเห็นว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ขณะที่ ประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างของพรรคการเมือง โดยภาคธุรกิจร้อยละ 91 และประชาชนร้อยละ 68 เห็นตรงกันว่า ผู้นำพรรคการเมืองต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันภายในพรรค และต้องเป็นตัวแปรที่ถูกคัดกรองอย่างเข้มข้นที่สุด สะท้อนความคาดหวังต่อการเมืองที่ยึดหลักความรับผิดชอบ
มาตรการเชิงโครงสร้างคือหัวใจของการแก้ปัญหา
ในด้านมาตรการเชิงนโยบาย กลุ่มตัวอย่างเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างโปร่งใส การรับฟังเสียงประชาชนและเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ รวมถึงการมีกลไกกำกับ ควบคุม และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ขณะที่ข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมือง คือ การไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีทุจริตเข้าร่วมพรรค การไม่แต่งตั้งบุคคลที่มีข้อกังขาด้านจริยธรรมเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ และการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างชัดเจนหากเกิดการทุจริต นอกจากนั้น ข้อมูลจากการวิเคราะห์เชิงนโยบายของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสริมภาพชัดว่า การต่อต้านคอร์รัปชันต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดัน Open Data และ Digital Government การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การกิโยตินกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค รวมถึงการเร่งปราบปรามการฟอกเงินและเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติ
บทบาทภาคเอกชน
ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ภาคเอกชนและองค์กรธุรกิจควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยร้อยละ 29.0 เห็นว่าองค์กรภาคธุรกิจควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูป และร้อยละ 28.6 เห็นว่าควรร่วมมือกับรัฐในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ควบคู่กับการสร้างกลไกตรวจสอบภายในภาคธุรกิจเอง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและคุ้มครองผู้ประกอบการที่ยืนหยัดไม่ร่วมคอร์รัปชัน
การเมืองโปร่งใสคือเงื่อนไขการฟื้นประเทศ
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยไม่ได้คาดหวังเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ต้องการ “การเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานทางการเมือง” โดยการต่อต้านคอร์รัปชันต้องเป็นนโยบายหลักที่ทำได้จริง เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเหลื่อมล้ำ หากพรรคการเมืองสามารถเปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ในห้วงเวลาสำคัญของการเลือกตั้งปี 2569 เครือข่าย กกร. และเพื่อนไม่ทน เห็นพ้องตรงกันที่จะแสดงจุดยืนว่า "ไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบาย Zero Corruption" และพร้อมสนับสนุนพรรคที่ยึดความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติเป็นหลักสำคัญในการบริหารประเทศ
ดาวน์โหลดเอกสารและผลการสำรวจ คลิก งานแถลงผล (15 ม.ค. 69) - Google ไดรฟ์
เรียบเรียงและจัดทำโดย ฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์และการตลาด หอการค้าไทย





















