CISG : ก้าวสำคัญของประเทศไทยสู่มาตรฐานกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 กระทรวงยุติธรรมได้จัดงานเสวนาภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ (CISG)” โดยในการเสวนาครั้งนี้ ดร.ธเนศ สุจารีกุล กรรมการกฎหมายธุรกิจและกฎระเบียบ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนเพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการไทยต่อการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่สำคัญในอนาคต
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ หรือ CISG (United Nations Convention on Contracts for the International Sale of Goods) จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (UNCITRAL) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดปัญหาความแตกต่างของระบบกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่คู่สัญญาที่มาจากประเทศที่มีระบบกฎหมายแตกต่างกัน
CISG ได้รับการยอมรับในฐานะ “กฎหมายกลาง” หรือ Neutral Law ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการจากประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Civil Law หรือ Common Law สามารถทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับกฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่งผลให้การเจรจาทางธุรกิจมีความเป็นธรรม โปร่งใส และลดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่สัญญา
ปัจจุบัน CISG มีประเทศภาคีจำนวน 97 ประเทศ ครอบคลุมประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกการค้า
สาระสำคัญของ CISG ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสัญญา การเสนอและตอบรับคำเสนอ หน้าที่ของผู้ขายและผู้ซื้อ การส่งมอบสินค้า การชำระราคา การโอนความเสี่ยงในสินค้า การผิดสัญญา และมาตรการเยียวยาความเสียหาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความแน่นอนทางกฎหมายและลดอุปสรรคในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ
ในส่วนของการก่อให้เกิดสัญญา CISG กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคำเสนอ (Offer) และคำสนอง (Acceptance) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับหลักนิติกรรมและสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ขณะที่ในด้านสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบสินค้า เอกสารที่เกี่ยวข้อง และโอนกรรมสิทธิ์ตามที่ตกลง ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่รับมอบสินค้าและชำระราคาตามกำหนด
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องการโอนความเสี่ยงในสินค้า ซึ่งกำหนดจุดเวลาที่ความเสี่ยงจากการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าจะเปลี่ยนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยาเมื่อเกิดการผิดสัญญา เช่น สิทธิในการระงับการปฏิบัติตามสัญญา สิทธิในการบอกเลิกสัญญาล่วงหน้าในกรณีที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดการผิดสัญญาในสาระสำคัญ และสิทธิในการเรียกค่าเสียหาย ทั้งนี้ คู่สัญญามีหน้าที่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม CISG มิได้ครอบคลุมกฎหมายการค้าระหว่างประเทศทุกมิติ โดยไม่ได้กำหนดเรื่องความสมบูรณ์หรือความมีผลของสัญญา (Validity of Contract) การระงับข้อพิพาท การขนส่งสินค้าทางทะเล หรือการซื้อขายทรัพย์สินบางประเภท เช่น หุ้น หลักทรัพย์ เงินตรา เรือ อากาศยาน และกระแสไฟฟ้า ดังนั้น คู่สัญญายังคงต้องกำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับ วิธีการระงับข้อพิพาท และเงื่อนไขการขนส่งสินค้าไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน รวมถึงอาจต้องอาศัยกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายรับขนของทางทะเล หรือ INCOTERMS เข้ามาประกอบการตีความและการปฏิบัติ
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากการเสวนา คือ กรณีศึกษาของประเทศเวียดนามก่อนการเข้าเป็นภาคี CISG ซึ่งมีการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิเคราะห์คดีตัวอย่างอย่างเป็นระบบ พบว่าประมาณร้อยละ 83 ของสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศไม่ได้มีการกำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับ (Choice of Law) ไว้อย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อพิพาทจึงต้องอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลหรือกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเพื่อพิจารณาว่าจะนำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
ภายหลังการเข้าเป็นภาคี CISG ปัญหาดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคู่สัญญาสามารถอ้างอิงกฎหมายกลางที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ส่งผลให้การทำธุรกรรมระหว่างประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคี CISG และทำให้กฎหมายไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยกำหนดขอบเขตการใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ กำหนดหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา (Party Autonomy) ให้คู่สัญญาสามารถเลือกใช้หรือไม่ใช้กฎหมายดังกล่าวได้ รวมทั้งกำหนดแนวทางการตีความที่คำนึงถึงความเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นเอกภาพในการบังคับใช้ และหลักความสุจริตในการค้าระหว่างประเทศ
ในมุมมองของภาคเอกชน ผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้สะท้อนข้อสังเกตว่า แม้ CISG จะเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาและสร้างความชัดเจนเพิ่มเติม เนื่องจาก CISG ไม่ใช่กฎหมายที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง (Self-contained Law) และยังต้องอาศัยกฎหมายภายในของแต่ละประเทศเข้ามาเติมเต็มในบางเรื่อง
ข้อกังวลสำคัญประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง CISG กับกฎหมายไทย โดยเฉพาะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดให้การซื้อขายทรัพย์สินบางประเภทต้องทำตามแบบหรือจดทะเบียน เช่น หลักเกณฑ์ตามมาตรา 456 ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาให้เกิดความชัดเจนว่าหลักการของ CISG จะถูกนำมาปรับใช้ร่วมกับกฎหมายภายในอย่างไร
นอกจากนี้ CISG ยังไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยตรง คู่สัญญาจึงจำเป็นต้องกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีต่อศาล การใช้อนุญาโตตุลาการ หรือกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกอื่น ๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยภาพรวม ผู้เข้าร่วมการเสวนาเห็นตรงกันว่า การเข้าเป็นภาคี CISG จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของไทย ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าต่างประเทศ ลดต้นทุนทางกฎหมาย เพิ่มโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลก
เรียบเรียงโดย ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกฎหมายธุรกิจและกฎระเบียบ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

















