แถลงข่าวดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 4/2560

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ผลสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ไตรมาสที่ 4/2560 โดยได้ร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) พบว่า ผลสำรวจดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs ไตรมาสที่ 4/2560 อยู่ที่ระดับ 42.3 ปรับตัวดีขึ้นถึง 1.2 จุด มา ขณะที่แนวโน้มดัชนีสถานการณ์ธุรกิจในอนาคต (ไตรมาสที่ 1/2561) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่มาแตะระดับ 42.8 ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 4/2560 สำรวจโดยจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า ผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของ SME Development Bank เชื่อมั่นในการทำธุรกิจสูงกว่าผู้ประกอบการ SMEsทั่วไป โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งทุน ความสัมพันธ์ต่อลูกค้า และการบริหารต้นทุน-การตั้งราคา เป็นต้น อย่างไรก็ดี ภาพรวมยังพบว่าดัชนีความ สามารถในการทำธุรกิจ อยู่ที่ระดับ 50.2 แม้จะปรับตัวลดลง 0.1 จุด แต่เป็นการปรับลดลงเพียงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 3/2560) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 สำหรับทิศทางในอนาคต (ไตรมาสที่ 1/2561) ดัชนีคาดจะขยับเพิ่มขึ้นถึง 0.2 จุด ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.4

ดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 4/2560 สำรวจโดยจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า ผลสำรวจพบว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 51.2 ปรับตัวลดลง 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แม้จะปรับตัวลดลงแต่มีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 52.3 ในไตรมาสที่ 1/2561 ถือเป็นระดับที่น่าพอใจ และดัชนีความสามารถในการแข่งขันฯ ไตรมาสที่ 4/2560 อยู่ที่ระดับ 47.9 เพิ่มขึ้น 0.2 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาสที่ 3/2560)

          

ผลสำรวจดัชนีครั้งนี้ ทำให้ธนาคารทราบถึงข้อมูลเชิงลึก โดยจะนำผลสำรวจดังกล่าวไปปรับใช้เป็นแนวทางการช่วยเหลือ SMEs ให้ตรงจุดต่อไป ส่วนหนึ่งเพื่ออุดรูรั่วหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพเข้มแข็ง พัฒนาจากธุรกิจขนาดย่อมสู่ธุรกิจขนาดกลาง อีกทั้ง จะมีการประเมินความเสี่ยงที่จะมีผลต่อธุรกิจเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันท่วงที และในส่วนของธนาคารเอง ขณะนี้ได้ยึดนโยบายการทำงานลงพื้นที่เชิงลึกฉับไวเข้าถึงพื้นที่ มุ่งยกระดับSMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการระดับชุมชนหรือเรียกว่า"จุลเอสเอ็มอี" ให้แข็งแกร่ง รวมถึง นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และการพิจารณาสินเชื่อให้ตรงความต้องการของ SMEs เฉพาะเจาะจงกลุ่มธุรกิจ หรือเปรียบเทียบ คือ ตัดเสื้อเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ตรงความต้องการของผู้ประกอบการตามประเภทธุรกิจ ไม่ใช่เสื้อ 1 ขนาด แล้วใช้กับ SMEs ทุกราย ซึ่งยากจะช่วยเหลือได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

สำหรับธนาคาร SME ได้เตรียมมาตรการสินเชื่อรวม 70,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ทุกระดับตั้งแต่รายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง รวมถึงเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ได้แก่ 1) โครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับ SMEs คนตัวเล็ก วงเงิน 8,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ภายใต้ข้อกำหนดต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 2) โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) สำหรับธุรกิจชุมชน รายย่อย วงเงิน 50,000 ล้านบาท เน้นช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน และเกษตรแปรรูป วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท 3 ปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 4 ปีแรก หากกู้ 1 แสนบาท ผ่อนชำระวันละ 50 บาทเท่านั้น และ 3) สินเชื่อ Factoring สำหรับธุรกิจ SMEs ขนาดย่อม-กลาง วงเงิน 12,000 ล้านบาท กู้ต่อรายไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยมีโปรโมชั่น 7:1:0 โดย 7 ตัวแรกคือ พร้อมอนุมัติสินเชื่อภายใน 7 วัน , 1 คือ เบิกจ่ายภายใน 1 วัน และ 0 คือ ฟรีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บหนี้ โดยมาตรการสินเชื่อดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจสินเชื่อตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 245,000 ล้านบาท ให้สถาบันการเงินรัฐนำไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2561

สำหรับสิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องการนอกเหนือจากการสนับสนุนองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐแล้ว เรื่องเงินทุน หรือสินเชื่อยังจำเป็นด้วยเช่นกัน สะท้อนจากดัชนีที่สำรวจในธุรกิจ SMEs ส่วนหนึ่งที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อต่าง ๆ ซึ่ง SME Development Bank มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกกลุ่ม


ภาพประกอบ