ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 44.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 44.4 ในเดือนมกราคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจยังคงมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ากลางที่ 50 แสดงถึงความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจโดยรวม การบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ภาคบริการ และการจ้างงาน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของการส่งออกในช่วงต้นปี รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคการค้าชายแดนยังปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองและนโยบายภาครัฐ ภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดปรับตัวลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงความกังวลต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในอนาคต
ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การขยายตัวของการส่งออกในช่วงต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการฟื้นตัวของตลาดทุน ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้มีทิศทางดีขึ้น
เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับจังหวัด พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเห็นว่าเศรษฐกิจโดยรวม การลงทุน และการจ้างงานอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ และการบริโภค ซึ่งคาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนมีนาคม ดังนั้นความคิดเห็นของภาคธุรกิจ จึงยังไม่ได้สะท้อนต่อสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
แนวทางการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา
• แนวทางรับมือกับวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและราคาพลังงานโลก
• สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ และเพิ่มการจ้างงานในประเทศ
• สนับสนุน SMEs และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว
• บริหารจัดการผลผลิตสินค้าเกษตรและดูแลราคาสินค้าเกษตร เพื่อรักษากำลังซื้อของประชาชนในต่างจังหวัด
• เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและมาตรการทางภาษี เพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
• เร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่
• พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
• ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป






















