วันที่ 10 มีนาคม 2569 คุณบุญเลิศ อ่องไพบูลย์ รองประธานฯ เข้าร่วมเป็นวิทยากร บรรยายหัวข้อ ปฏิญญาถั่วเหลือง: ยกระดับผลผลิต เมล็ดพันธุ์ และพื้นที่ปลูก สู่เป้าหมาย 100,000 ตัน/ปี
โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่
- ดร.ศฎาวุธ กุลมณี (CPP)
- คุณอำนาจ บุตรทองคำวงษ์ (Cubota)
- คุณสิรินพร แดงพ่วง (สอวช.)
ภายในงาน HORTI & AGRI ASIA 2026 ณ ศูนย์การจัดประชุมและนิทรรศการ ไบเทค
สาระสำคัญ
ปัจจุบัน ถั่วเหลืองของไทยมีพื้นที่เพาะปลูกลดลงอย่างมาก จากประมาณ 3 ล้านไร่ เหลือราว 50,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตในประเทศมีเพียง 13,000–14,000 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรม มีกว่า 4 ล้านตัน/ปี ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจำนวนมาก
อุปสรรคสำคัญ ได้แก่
1. ขาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีและเพียงพอ
2. ขาดการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
3. ขาดเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการการผลิตที่ทันสมัย
เป้าหมายส่งเสริมการปลูกและเพิ่มผลผลิต ปี 2570
ภาครัฐและเอกชนได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนา ถั่วเหลือง Non-GMO สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ให้ได้ 100,000 ตัน/ปี ภายในปี 2570
โดยมีแนวทางดำเนินการหลัก 3 ด้าน ได้แก่
1. เพิ่มพื้นที่ปลูกเป็น 200,000 ไร่ โดยเน้นพื้นที่นาข้าวและพื้นที่พักดินในไร่อ้อย
2. เพิ่มผลผลิตเป็น 500 กก./ไร่ (จาก 266 กก./ไร่) เพื่อสร้างแรงจูงใจรายได้แก่เกษตรกร
3. ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ 3,000 ตัน/ปี ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชน
การพัฒนาสายพันธุ์ (ต้นน้ำ) โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์ถั่วเหลืองใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม เช่น
1. CPP-SB1 ให้ผลผลิตมากกว่า 500 กก./ไร่ และเหมาะกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร
2. CPP-SB2 อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 100 วัน เหมาะสำหรับปลูกในฤดูฝน และให้ผลผลิตมากกว่า 500 กก./ไร่
ในอนาคตจะมีการวิจัยเพื่อพัฒนา ถั่วเหลืองโปรตีนสูง (มากกว่า 44%) สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ รวมถึงสายพันธุ์ที่ทนความร้อนและเหมาะกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร เพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต
การใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (กลางน้ำ) ส่งเสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่กระบวนการผลิต ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เช่น
1. การใช้เครื่องจักรกลเกษตร ช่วยลดต้นทุนค่าแรง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของต้นทุนการผลิต โดยการใช้รถเก็บเกี่ยวสามารถลดต้นทุนจากประมาณ 2,200 บาท/ไร่ เหลือ 600–700 บาท/ไร่
2. Land Leveling เพื่อปรับพื้นที่นาให้เหมาะสมกับเครื่องจักร
3. เครื่องหยอดเมล็ดพร้อมโรตารี ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมดิน
4. โดรนเกษตร สำหรับการฉีดพ่นปุ๋ยและสารป้องกันศัตรูพืช
เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่ Smart Farming รูปแบบการผลิตถั่วเหลืองและประโยชน์เชิงระบบนิเวศน์
แนวทางการปลูกที่เสนอคือ “ข้าว 2 ถั่ว 1” (ปลูกข้าว 2 รอบ สลับปลูกถั่วเหลือง 1 รอบ) ซึ่งให้ประโยชน์หลายด้าน ได้แก่
1. ช่วยลดปัญหาวัชพืชในนาข้าว เช่น ข้าวดีดและข้าวเด้ง
2. ปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากถั่วเหลืองสามารถตรึงไนโตรเจนในดิน
3. สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในช่วงพักนา โดยมีตลาดรับซื้อที่ชัดเจน
4. สนับสนุนระบบ เกษตรอินทรีย์ และช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวในรอบถัดไป
ผลลัพธ์ของโครงการ ได้แก่
1. รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ จากผลผลิตที่สูงขึ้น
2. ลดการพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลือง และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหาร
3. ยกระดับบทบาทของประเทศไทยในตลาดโลก โดยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตถั่วเหลือง Non-GMO ของโลก ซึ่งมีความต้องการสูงและมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าถั่วเหลืองทั่วไป
คณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนดำเนินงานส่งเสริมการผลิตถั่วเหลือง เพื่อให้ได้ผลผลิตถึงเป้าหมาย 100,000 ตัน ในปี 2570 และพร้อมประสานงานเครือข่ายผู้ประกอบการการผลิต การแปรรูป เข้าร่วมสนับสนุนต่อไป
































