ระหว่างวันที่ 3–4 กุมภาพันธ์ 2569 นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร หอการค้าไทย ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเอเปคว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหาร หรือ APEC Workshop on Leveraging Innovation-Driven Public-Private Partnerships to Enhance Food System Resilience โดยร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Innovative Public-Private Collaboration Models and Governance Frameworks” ซึ่งได้นำเสนอกรณีศึกษาโครงการปรับปรุงการทำประมงอวนลากอย่างยั่งยืน (พื้นที่อ่าวไทย) สู่ความยั่งยืนตามแนวปฏิบัติมาตรฐานสากล (Gulf of Thailand Trawl Fishery Improvement Project) ที่ขับเคลื่อนโดยคณะทำงานการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงของไทย (TSFR) ภายใต้ความร่วมมือของ 8 สมาคมประมงและอาหารทะเลไทย ในการยกระดับการทำประมงอวนลากในอ่าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป้องกันประมงผิดกฎหมาย และสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “Innovative Regional Coordination and Supply–Demand Integration” โดยการถ่ายทอดกรณีศึกษาของประเทศไทยในการบูรณาการอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรที่สำคัญ 3 โครงการ ได้แก่
1) โครงการส่งมอบอาหารส่วนเกินที่มีความปลอดภัยจากผู้ประกอบการอาหารสู่ผู้ขาดแคลนอาหาร ซึ่งเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลดปัญหา Food Waste อย่างเป็นรูปธรรม โดยหอการค้าไทยได้ร่วมกับภาคธุรกิจอาหาร ค้าปลีก และฟู้ดเซอร์วิส นำอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพ ส่งต่อไปยังกลุ่มเปราะบางผ่านมูลนิธิ SOS ระหว่างปี 2566–2568 สามารถกระจายอาหารได้กว่า 12.4 ล้านมื้อ ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารแก่ผู้ด้อยโอกาส และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 7.4 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
2) โครงการศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (ศูนย์ AFC) ของหอการค้าไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการบูรณาการอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรของประเทศ ด้วยการรวบรวมข้อมูลสินค้าที่ประสบปัญหาล้นตลาดและราคาตกต่ำอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงไปยังผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย และเครือข่ายค้าปลีกโดยตรง เพื่อให้เกิดการตอบสนองเชิงตลาดอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกัน โดยในปี 2567 ศูนย์ AFC สามารถประสานการรับซื้อสินค้าเกษตรได้กว่า 218,000 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรกว่า 14,000 ล้านบาท สะท้อนแนวทาง Demand–Supply Integration ตามกรอบ APEC ในการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและยกระดับเสถียรภาพรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
3) โครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟโรบัสตาคุณภาพในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกาแฟโรบัสตา แต่การผลิตยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หอการค้าไทยจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อพัฒนากาแฟโรบัสตาเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่และตลาดส่งออกเข้ามาร่วมกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ตลาดต้องการ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการผลิตตามมาตรฐานสากล ความยั่งยืน และการใช้ข้อมูลดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และยกระดับกาแฟโรบัสตาคุณภาพของไทยให้ตอบโจทย์ตลาดจริงในระดับภูมิภาค
จากกรณีศึกษาทั้ง 3 โครงการสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของหอการค้าไทยในการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public–Private Partnership: PPP) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการระบบอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการเสริมสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบอาหารอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคเอเปค นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชม Nansha Grain and General Cargo Terminal ณ ท่าเรือกว่างโจว ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บธัญพืช ระบบโลจิสติกส์ และการดำเนินงานนำเข้า–ส่งออก รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการดำเนินงาน และได้เยี่ยมชม Guangzhou Grain Reserve & Processing Center เพื่อศึกษาดูงานด้านการจัดเก็บ การแปรรูปธัญพืช และเทคโนโลยีการจัดเก็บธัญพืชสีเขียวของสาธารณรัฐประชาชนจีน
สำหรับในวันที่ 5–6 กุมภาพันธ์ 2569 คุณชูศักดิ์ ได้เข้าร่วมการประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านความมั่นคงอาหาร (APEC Policy Partnership on Food Security: PPFS) ภายใต้กรอบเอเปค เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านนโยบายความมั่นคงอาหารระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปีนี้มีผู้แทนจาก 18 เขตเศรษฐกิจเข้าร่วมรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านนโยบายและโครงการเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร ตลอดจนความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจีนในฐานะเจ้าภาพได้นำเสนอโครงร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างเอกสารหลักการว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล และโครงร่างแถลงการณ์รัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ซึ่งจะนำเสนอเพื่อขอรับรองร่วมกันในการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค เดือนสิงหาคม 2569
นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมการประชุม PPFS Management Council เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามขอบเขตงานของ PPFS (Terms of Reference: TOR) ฉบับปี 2026–2029 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การพัฒนาบทบาทของคณะผู้เชี่ยวชาญ PPFS และการบูรณาการการทำงานร่วมกับกลไกด้านความมั่นคงอาหารอื่น ๆ ของเอเปค เพื่อให้การดำเนินงานมีความเชื่อมโยงและต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม





































