ในยุคที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมทิ้งชื่อเสียงในฐานะ YouTuber (ช่อง Bearhug) ที่มีผู้ติดตามเกือบ 4 ล้านคน เพื่อมานับหนึ่งใหม่ในโลกของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง นี่คือเรื่องราวของ คุณซาน ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช และคุณกานต์ อรรถกร รัตนารมย์ สองผู้ประกอบการวัย 32 ปี ผู้เนรมิตแบรนด์ที่วัยรุ่นไทยทุกคนต้องรู้จักอย่าง Bearhouse, ซันสุ (Sunsu) และปรากฏการณ์ล่าสุดอย่าง "หมึกกรุบ"

จุดเริ่มต้นจาก "โอกาส" และการทิ้ง Comfort Zone
เส้นทางธุรกิจของทั้งคู่ เริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณซานรู้สึกอิ่มตัวกับการทำคอนเทนต์รีวิวอาหาร ที่ทำมาตลอดเวลา 6 ปี ประจวบเหมาะกับตอนไปไต้หวันแล้วเห็นโอกาสในธุรกิจชานมไข่มุก จึงตัดสินใจเปิดร้าน Bearhouse โดยใช้ใบชาไทยมาสร้างสูตรเฉพาะของตัวเอง
ความสำเร็จของ Bearhouse ทำให้พวกเขาอยากขยายให้เข้าถึงคนทั่วประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงเกิดเป็น "ซันสุ ชานมกระป๋อง" ซึ่งกลายเป็นบทเรียนราคาแพงบทแรก เพราะแม้จะมีฐานแฟนคลับมหาศาล และทำยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการหลังบ้านที่ไม่แข็งแรง ทำให้ธุรกิจนี้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ
บทเรียนราคา 17 ล้าน
ความล้มเหลวที่หนักที่สุด คือช่วงทำชานมกระป๋องเข้าเซเว่นฯ คุณซานยอมรับว่าด้วยความเป็นมือใหม่ เธอสนใจแต่ "ยอดขาย" จนลืมดู "งบหลังบ้าน" และการวางแผนสต็อกสินค้า โดยช่วงแรกที่มียอดขายดี พวกเขาต้องเผชิญกับสภาวะสินค้าขาดตลาด จึงได้สั่งผลิตเพิ่มจำนวนมากตามความต้องการ แต่เมื่อสินค้าหายไปจากตลาดเพราะผลิตไม่ทัน ความนิยมก็เริ่มหายไป สินค้าที่ผลิตมาเพิ่มก็เริ่มระบายไม่ทัน จนเหลืออายุสินค้าเพียง 3 เดือน
คุณกานต์ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า ธุรกิจ FMCG (Fast-Moving Consumer Goods: สินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายเร็ว หมุนเวียนไว ราคาไม่สูง และซื้อซ้ำบ่อย) ไม่ใช่ "เกมคอนเทนต์" ที่เน้นความ Creative เหมือนใน YouTube แต่เป็น "เกมการเงินและการวางแผน" ที่ต้องบริหารกระแสเงินสด (Working Capital) และจัดการอายุสินค้าให้เป็น ความผิดพลาดครั้งนั้นทำให้พวกเขาขาดทุนและเกือบจะถอดใจกลับไปทำ YouTube อย่างเดียว แต่สุดท้ายก็เลือกเดินบนเส้นทางธุรกิจอย่างเต็มตัว
ทางรอดคือ "จ้างคนที่เก่งกว่าตัวเอง"
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการยอมรับความจริงว่า "เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง" คุณซานที่จบด้านบัญชีเคยคิดว่าสามารถจัดการการเงินเองได้ แต่สุดท้ายความอยากพุ่งไปข้างหน้า ทำให้เธอมองข้ามความเสี่ยงทางการเงิน ทั้งคู่จึงตัดสินใจ จ้าง CFO (Chief Financial Officer) และผู้อำนวยการฝ่ายต่าง ๆ ที่มีค่าตัวหลักแสนต่อเดือนมาช่วยวางระบบ
คุณกานต์เปรียบเทียบว่า การจ่ายเงินจ้างมืออาชีพ และยอมเสียค่า Learning Course ไปเป็นล้าน ๆ คือการลงทุนกับความรู้ เหมือนการเรียนปริญญาเอกในชีวิตจริง เพื่อให้พวกเขาได้เอาเวลาไปทำสิ่งที่ถนัดที่สุด นั่นคือการหาโอกาสใหม่ ๆ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์
"หมึกกรุบ" ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก Sense และ Passion
ความสำเร็จถล่มทลายของ "หมึกกรุบ" เกิดจากสัญชาตญาณของคุณซาน ที่ได้ลองกินขนมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นขนมที่นิยมในจีน แล้วรู้สึกว่า "นี่แหละคืออนาคต" เพียงแต่ว่ารสชาติที่อยากได้ไม่ใช่แบบนี้ พวกเขาใช้เวลากว่าปีในการปรับสูตรกับโรงงานให้ถูกปากตัวเอง และเชื่อว่าจะเป็นรสชาติที่คนไทยชอบ แต่เบื้องหลังความอร่อยอาจไม่ได้ง่ายแบบที่เล่าให้ฟัง เนื่องจากทั้งคู่เมื่อครั้งยังเป็น YouTuber ได้ตระเวนกินขนมต่าง ๆ ในต่างประเทศ เรียกได้ว่าเหมามาหมด shelf จนแน่ใจว่ารสชาติที่ต้องการควรเป็นแบบไหน
ความน่าสนใจคือ ในวันที่ "หมึกกรุบ" ขายดีจนเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ (ขายดีจนกู้เงินไม่ทัน) พวกเขาเลือกที่จะเปิดรับนักลงทุน ไม่ใช่แค่เพราะต้องการเงิน แต่ต้องการคนที่จะมาเป็น Back-up ให้เขากล้าเดินไปข้างหน้า เพื่อปั้นแบรนด์ใหม่ ๆ อีก 10 แบรนด์ในอนาคต โดยเลือกนักลงทุนที่เข้าใจและสนับสนุน "Passion" ไม่ใช่คนที่เข้ามาเพื่อ "เบรก" ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งคู่ยอมรับว่า เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง บางเรื่องอาจต้องทำทั้งที่ไม่เก่ง แต่ด้วยความรักและการมี Passion จะช่วยให้เรามีแรงเดินได้ต่อ ธุรกิจที่นำด้วย Passion จะช่วยสกัดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเราออกไป
วัฒนธรรมองค์กร ที่ทำให้คน 500 คนเดินไปข้างหน้า
ปัจจุบัน Sun Passion มีพนักงานรวมหน้าร้านกว่า 500 คน มีสาขา 47 แห่ง เคล็ดลับการบริหารคนของพวกเขาคือการสร้าง Culture จากเดิมที่มีอัตรา Turn over สูงมาก พอมาดูว่าคนแบบไหนที่ออกจากเราไป คนแบบไหนที่ยังอยู่ จึงพบว่าคนที่อยู่กับเราคือคนที่มีค่านิยมเหมือน ๆ กัน ทำให้เราสร้าง Culture ที่เข้มข้นจนคนที่ไม่ใช่จะรู้สึกว่าเป็น "แกะดำ" และออกไปเอง โดยมีค่านิยมหลัก (Core Value) 3 ประการคือ
- Growth Mindset: ไม่เชื่อว่าอะไรทำไม่ได้ แต่จะถามว่า "ถ้าจะทำให้ได้ ยังขาดอะไร"
- Agile: มีความคล่องตัว โดยจะมีการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเหมือนการไปดวงจันทร์ (Moonshot) เน้นที่ "โปรเจกต์ที่อยากทำ" มากกว่าเป้าหมายที่เป็นตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว เพื่อให้พนักงานรู้สึกสนุกและมีความฝันร่วมกัน
- Communicate Frankly: การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องประดิษฐ์คำพูด เพื่อให้แก้ปัญหาได้รวดเร็ว
เบื้องหลังความสำเร็จ: การแบ่งบทบาทที่ชัดเจน
ซานและกานต์ ไม่ได้อยากเป็น CEO แบบเข้า Office แต่จะแบ่งหน้าที่กันชัดเจนตามความถนัด โดยคุณซานเป็น Explorer ออกไปงานอีเวนต์ หา Connection และไอเดียใหม่ ๆ ส่วนคุณกานต์เป็น Strategist ผู้วางกลยุทธ์อยู่หลังบ้าน กำหนดทิศทางว่าจะเดินไปทางไหน แม้จะมีความเห็นต่างกันทุกวัน แต่พวกเขาใช้ "เป้าหมายตรงกลาง" และการ Visualized ภาพความสำเร็จร่วมกันมาเป็นตัวตัดสิน ซึ่งภาพความสำเร็จนี้ทุกคนในองค์กรต้องเห็นร่วมกันด้วย
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ
แง่คิดสำคัญ คือ ต้องกล้าอ้าปากถาม อย่ากลัวว่าใครจะมองว่าโง่ ความไม่รู้จะทำให้เกิดความเครียด ซึ่งวิธีแก้คือ ยอมรับว่าไม่รู้ โยนอีโก้ทิ้ง แล้วยกหูถามผู้รู้ นอกจากนั้น ต้องคอย Monitor ตัวเองบ่อย ๆ ว่าอะไรทำให้เครียด แล้วแก้ปัญหาที่จุดนั้น
บทเรียนอีกประการหนึ่ง คือ “ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ” ที่ผ่านมามีความล้มเหลวเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งจะเป็นบทเรียนให้เราเติบโตและเดินต่อได้ นอกจากนั้น แนะนำให้ “กล้าแยกทางกับคนที่ไม่ใช่” การรักษาคนที่ไม่ใช่ไว้ในทีม คือการบั่นทอนคนที่มีประสิทธิภาพ
วันนี้ Sun Passion ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทขนม แต่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความรักในสิ่งที่ทำ" ผสมผสานกับ "ความกล้าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด" สามารถสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ก็ตาม
ถอดรหัสบทเรียนความสำเร็จของ คุณซาน และ คุณกานต์
ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Sun Passion (เจ้าของแบรนด์ซันสุ และหมึกกรุบ) และ Bearhouse
จากหลักสูตร Designing your CEO Life โดย คณะกรรมการ SMEs Development Center หอการค้าไทย
วันที่ 4 กันยายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย











